แนวทางการฟื้นฟูเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือ เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลหลังถูกน้ำท่วม : Restore the Diesel Generator or Fire Pump After Being Damaged by a Flood #น้ำท่วมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียครั้งใหญ่จากอุทกภัยน้ำท่วมที่หลายจังหวัดในเขตภาคใต้ รวมถึงชาวอยุธยา อ่างทอง และอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายที่อาจประเมินค่าชัดเจนมิได้ จากประสบการณ์เกี่ยวกับอุทกภัยน้ำท่วม แน่นอนว่านอกจากจะสูญเสียทั้งทรัพย์สินหรือถึงชีวิต แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่หลงเหลือและพอจะฟื้นฟูมันกลับมาได้ ดังเช่นสิ่งของเครื่องใช้ หรือเครื่องจักรที่เป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน วันนี้จึงอยากนำเสนอในสิ่งที่พอจะมีความรู้จากประสบการณ์นำมาส่งต่อเพื่อเป็นแนวทางกันต่อไปได้ จากอุทกภัยน้ำท่วมหนักในปี 2554 เราได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูเครื่องจักรจำนวนมากที่ได้รับความเสียหาย โดยโครงการนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดีกับการฟื้นฟูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลรวมกว่า 20 เครื่อง มีทั้งเครื่องขนาดเล็กตั้งแต่ 50kVA ไปจนถึง 2000kVA สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นจะสร้างแรงกดดันอันมหาศาลเนื่องจากเรากำลังทำกับสิ่งที่มีราคาแพงและอาจสร้างความเสียหายไปมากกว่าเดิมได้ แต่ก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เริ่มจากแนวคิดที่ได้เคยปฏิบัติจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงของนำมาเสนอและเรียบเรียงเพื่อเป็นแนวทางในการฟื้นฟูกันได้ทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล หรือจะเป็นประเภทเครื่องยนต์ดีเซลอื่นบนหลักการเดียวกันได้
- เมื่อเครื่องยนต์ดีเซล หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจมน้ำหรือถูกน้ำท่วม ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน เพราะชิ้นส่วนโลหะจะเกิดสนิมได้ และยากต่อการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นไปอีก
- คิดอย่างมีเหตุผลให้มากที่สุด โดยจำแนกวิธีการฟื้นฟู ประเมินความเสี่ยง และการยอมรับความเสี่ยงในกรณีหลังการฟื้นฟูที่มิอาจคาดเดาได้ เช่น ยอมรับความเสี่ยงเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยการลดระดับการฟื้นฟูเพียงแค่การล้างทำความสะอาดภายนอกและภายใน และตรวจสอบว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และทดสอบเดินเครื่อง กรณีนี้จะมีความเสี่ยงอยู่เนื่องจากชิ้นส่วนโลหะที่มองไม่เห็นในหลายๆ ส่วนที่อาจมีน้ำตกค้างและก่อความเสียหายได้ภายหลัง
- ห้ามทดลองเดินเครื่อง หรือหมุนเครื่องโดยเด็ดขาดจนกว่าจะแน่ใจ เนื่องจากการมีน้ำเข้าห้องเผาไหม้ และเป็นของเหลวไม่สามารถอัดตัวได้ เมื่อขังอยู่ในห้องเผาไหม้ เมื่อเกิดการเคลื่อนที่ของลูกสูบในจังหวะอัด จะเป็นการอัดมวลน้ำที่ตกค้างนั้นอยู่ทำให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงได้ ควรทำการประเมินจากระดับน้ำที่ท่วมตัวเครื่องก่อน ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด โดยเทียบกับระดับน้ำที่ท่วม เทียบกับชิ้นส่วนภายในที่อาจถูกน้ำท่วมเข้าไปได้ เช่นท่วมเสมอก้นอ่างอาจเพียงชักก้านวัดตรวจสอบระดับ หรือระบายน้ำมันเครื่องออกมาดู น้ำที่ปะปนเข้าไปจะไหลออกมาก่อนเสมอ เพราะน้ำมันเครื่องจะลอยตัวอยู่ด้านบน #น้ำที่เข้าเครื่องยนต์ได้จะเข้าทางช่องเปิด เช่น ทางไอดี ทางไอเสีย รูระบายห้องเครื่อง (Breather) ซึมเข้ารูก้านวัดระดับ และซึมเข้ารูเติมน้ำมันหล่อลื่น เป็นสำคัญ
- จากข้อ 3. ถ้ามีการท่วมเข้าตัว Alternator หรือ ไดร์ แน่นอนว่าควรทำการซ่อมบำรุงก่อนเสมอถึงแม้ว่าเครื่องยนต์อาจไม่ได้รับความเสียหาย จะเสนอวิธีการซ่อมบำรุงต่อไป
- เมื่อแน่ชัดแล้วว่าน้ำท่วมเข้าภายในห้องเครื่อง ให้พิจารณาว่าระดับน้ำเกินกว่าขอบปลอกสูบด้านล่างหรือไม่ ถ้าไม่เกินแสดงว่าน้ำจะไม่มีโอกาสเข้าไปภายในกระบอกสูบ แต่อาจมีเพียงไอน้ำเล็กน้อยระเหยไปจับตัวได้แต่แทบไม่มีนัยยะสำคัญ
- ถ้าระดับน้ำท่วมสูงเกินขอบล่างของปลอกสูบขึ้นไป แนะนำว่าถือเป็นขั้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเมื่อมีน้ำเข้าได้ แสดงว่ามีจุดที่เป็นรูน้ำเข้า เช่นรูก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อาจอยู่ต่ำ หรือรูระบายไอต่างๆ กรณีความเสี่ยงสูงนี้ควรได้รับการซ่อมบำรุงจากผู้ชำนาญงาน โดยจะต้องแยกแยะระดับความสำคัญออกดังนี้
- ยอมรับความเสี่ยงและฟื้นฟูตัวเครื่องในระดับต่ำที่ยอมรับได้และมีราคาต่ำ คือการรื้อล้างเฉพาะชิ้นส่วนที่เข้าถึงได้ ให้พิจารณาช่วงเวลาประกอบด้วยว่าปล่อยทิ้งไว้หลังน้ำท่วมนานแค่ไหน ตรวจสอบการเกิดสนิมภายในที่มองเห็นได้เบื้องต้นและนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ หรืออาจต้องมีการรื้อชิ้นส่วนอื่นเพิ่มเติม
- หลีกเลี่ยงความเสี่ยง กรณีนี้จำเป็นต้องทำการรื้อชิ้นส่วนเครื่องยนต์และตัว Alternator ออกพิสูจน์ให้ได้มากที่สุด อาจจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปยังโรงซ่อม หรืออาจต้องมีการซ่อมที่หน้างานกรณีที่เป็นเครื่องขนาดใหญ่ วิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด สามารถลดความเสี่ยงและปลอดภัยได้สูงที่สุด แต่จะมีระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนาน มีขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ผลิตหรือผู้ชำนาญงานอย่างแท้จริง และแน่นอนว่าจะมีราคาที่สูงมากตามไปด้วย แนะนำสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีราคาแพง มีระบบควบคุมหรือกลไลที่ซับซ้อน และใช้งานกับโหลดที่มีราคาแพงหรือมีความเสี่ยงสูงๆ เช่น ระบบ Data Center หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน
- ให้ผู้ชำนาญงานช่วยประเมิน เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด อาจเป็นวิธีที่ 1. หรือวิธีที่ 2. ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจในการยอมรับความเสี่ยงที่ถูกวิเคราะห์แล้วอย่างมีเหตุผล
ในที่นี้จะนำเสนอแนวทางการฟื้นฟูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยทั่วไป เป็นวิธีที่ช่วยประหยัดราคาค่าซ่อมบำรุงและใช้ระยะเวลาสั้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงในจุดที่มองไม่เห็น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามขั้นตอนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงลงให้เหลือน้อยที่สุดได้ เหมาะสำหรับช่างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีความรู้พื้นฐาน สามารถนำไปเป็นแนวทางกันได้
แนวทางฟื้นฟูเครื่องยนต์
- ถ้าประเมินแล้วมีความเสี่ยงต่ำ หรือสันนิษฐานว่าอาจมีน้ำท่วมเข้าถึงห้องเผาไหม้ โดยใช้วิธีการล้างทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่อง ปฏิบัติดังนี้
- ถอดเปลี่ยนกรองน้ำมันหล่อลื่น กรองอากาศ และกรองเชื้อเพลิง พร้อม Drain ของเหลวออก และประเมินการปนเปื้อนของน้ำ
- ถอด Oil Basin ออกตรวจสอบชุด Crank Shaft, Lub Oil Pump และ ชิ้นส่วนภายในด้านล่าง (ถ้าเป็นไปได้) หรือหาช่องเปิด เพื่อการสำรวจภายในให้ได้มากที่สุดเท่าที่กระทำได้
- ทำความสะอาดและหล่อลื่นจุดหมุนทุกจุด
- ปิดระบบเชื้อเพลิง ทำความสะอาดและหล่อลื่นกลไกตัว Governor และทำความสะอาดชิ้นส่วนเครื่องยนต์รอบตัวเบื้องต้นก่อน
- เปิดฝาครอบวาล์วส่วนบนออก และตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำ และทำความสะอาด
- ขจัดการเกิดการอัดของอากาศของเครื่องยนต์โดยการถอด Injector ออกทั้งหมด และใช้กล้องส่งเข้าสำรวจภายในห้องเผาไหม้ กรณีมีน้ำขังควรขจัดออกก่อน และใช้เป็นรูสเปรย์ หรือเทสารหล่อลื่นเข้าช่วยได้
- ใช้น้ำยาทำความสะอาดภายใน Crank Shaft และ Valve Assy. ที่เข้าถึงได้ทั้งหมด แนะนำเป็นน้ำมันดีเซล หรือน้ำมันหล่อลื่นชนิด Flushing หรือน้ำยาที่ขจัดสนิม ที่มีคุณสมบัติซับน้ำ และเป็นสารหล่อลื่นในตัว ทิ้งให้เจือจางและใช้น้ำมันหล่อลื่นกระทำซ้ำจนทั่ว และถ่ายออก
- ใช้เครื่องมืออัดแรงดันน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในทางเดินหล่อลื่นรอบตัวเครื่องยนต์ พร้อมกับทำข้อ 6
- ให้ลองขยับหมุนเครื่อง ขึ้น-ลง อย่างช้าๆ จนหมุนได้ครบ 1-2 รอบ (หมุน ซ้าย-ขวา สลับก่อน แล้วเพิ่ม Stroke ไปทิศทางของเครื่องจนครบ 1-2 รอบ)
- ทำข้อ 7-9 ซ้ำ จนแน่ใจแล้วว่า ไม่สะดุด ไม่มีเสียง ให้ดำเนินการซ่อมบำรุงที่ตัว Alternator ต่อไปก่อนทำการ Cranking หรือทดสอบสตาร์ท
แนวทางการฟื้นฟู Alternator
- รื้อฝาครอบทั้งหมด ตรวจสอบสภาพขดลวดและทำความสะอาดด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติ ล้าง และดูดซับความชื้นไปในตัว
- เปิดฝาตรวจสอบสภาพลูกปืน อาจจำเป็นต้องล้างไล่จาระบีใหม่
- ทำการอบขดลวด ใช้วิธีอบ แบบ Onsite ได้ พร้อมตรวจสอบคุณภาพฉนวน และการ Short ต่างๆ ของขดลวดก่อน โดยค่า Meg ควรอยู่ในย่านที่ปลอดภัย
- ตรวจสอบและตัดวงจร Excitation ทั้งหมดออกก่อน
- ดำเนินการส่วนควบอื่นจนกว่าจะแน่ใจก่อนทดสอบสตาร์ทหรือ Cranking
แนวทางการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าควบคุม
- กรณีตู้ควบคุมไม่ถูกท่วม เพราะส่วนใหญ่ตู้ควบคุมตัวเครื่องจะอยู่ในระดับที่สูง วิธีการใช้ลมทำความสะอาด หรือสเปรย์ทำความสะอาดเฉพาะจะดีที่สุด
- กรณีตู้ควบคุมถูกน้ำท่วม ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ประเภท ฟิวส์ รีเลย์ หรืออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ที่ประเมินยาก ก่อน เพราะเป็นวัสดุอุปกรณ์ทั่วไปที่มีราคาไม่สูงมากนัก
- ทำความสะอาดทางเดินสาย จนกระทั่งถึงตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าเช่น มอเตอร์สตาร์ท และไดร์ชาร์จ ซึ่งอุปกรณ์สองส่วนนี้ อาจไม่ค่อยมีผลกระทบ เพราะเป็นอุปกรณ์แรงดันต่ำ แต่ควรไล่ความชื้นออกให้หมดก่อน หรืออาจใช้เครื่องเป่าลมร้อนเข้าช่วย
- ทำการทดสอบสายไฟฟ้าทุกชิ้น เซนเซอร์ทุกชิ้นก่อน ต้องไม่พบ Short
- กรณีน้ำท่วมที่ Controller ควรให้ผู้ชำนาญงานเข้าพิสูจน์ก่อน
- กรณี Circuit Breaker ของ Gen ควรตัดวงจรออก และทวนสอบสะพานไฟให้ชัดเจนก่อน กรณี GCB นี้ควรให้ผู้ชำนาญงานซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนใหม่ถ้าเป็นไปได้
- กรณีแบตเตอรี่ที่เป็นประเภท Lead Acid ควรเปลี่ยนใหม่ และทำความสะอาดขั้วสายในระบบทั้งหมดด้วยน้ำยาทำความสะอาดแบบไล่ความชื้นในตัว ทวนสอบ CCA, SOC, SOH และ Resistance ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้
- วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรกนิกควรใช้นำยาทำความสะอาดเฉาะ และใช้ลมเป่าช่วย
แนวทางทดสอบการ Cranking และ Operating
เมื่อดำเนินการตามขั้นต้นจนมั่นใจได้แล้วว่าปลอดภัย ให้เริ่มดำเนินการทดสอบ Cranking และ Operating ก่อนดังนี้
- ทวนสอบการหมุนเครื่องด้วยมือจนแน่ใจ โดยยังไม่ต้องใส่คืนหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง และยังไม่ต่อระบบ Excitation ของตัว Alternator
- ปิดฝา Oil Basin เติมน้ำมันหล่อลื่นชนิด Flushing Oil
- อาจยังไม่ต้องปิดฝาครอบวาล์ว เพื่อสังเกตุ การเดินน้ำมันหล่อลื่นก่อนได้
- ปลดสายน้ำมัน Turbocharger ออก แล้วอัดน้ำมันหล่อลื่นเข้าแกนเพลา ทดสอบหมุนใบด้วยมือก่อน แล้วใส่คืน
- ปลดระบบน้ำมันเชื้อเพลิงออกก่อน ปิดการไหลทั้งหมดเข้าหัวฉีดก่อน หรือตัด Fuel Coil ออก
- ทำการ Cranking 5-10 Sec และวัดค่าแรงดันน้ำมันหล่อลื่นว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้งานหรือไม่ พร้อมกับตรวจสอบห้องวาล์วในทุกสูบ ว่ามีน้ำมันหล่อลื่นเข้าถึงและเดินครบทุกจุดหรือไม่ ขั้นตอนนี้จะเป็นการไล่อากาศปนเปื้อนละอองสารทำความสะอาดไปพร้อมกันผ่านรูหัวฉีดออกไปได้
- ตรวจสอบการเดินน้ำมันหล่อลื่นที่ Turbocharger ว่าหลังจาก Cranking มีน้ำมันหล่อลื่นเข้ามาถึงหรือไม่ หรืออาจทดสอบถอดสายขณะ Cranking ระยะสั้นๆ ได้
- กรณีเป็นเครื่องยนต์ที่มีหัวฉีดน้ำมันหล่อลื่นที่สามารถถอดออกได้ ให้ลองถอดออกทำความสะอาดและตรวจสอบขณะ Cranking ว่ามีน้ำมันหล่อลื่นเข้าถึงหรือไม่ เช่นเครื่องยนต์ Cummins ที่สามารถกระทำได้
- ปกติทางเดินน้ำมันหล่อลื่นอาจมีหลายจุดรอบตัวเครื่อง ถ้าเป็นไปได้ขณะ Cranking ให้คลายน็อตพิสูจการไหล หรือวัดแรงดัน จะต้องอยู่ในช่วงแนะนำ ในขณะทำการ Cranking เครื่องยนต์จะหมุดด้วยความเร็วรอบประมาณ 200-300rpm แรงดันน้ำมันเครื่องอาจต่ำในช่วง 1.5-3 Bar ได้
- เมื่อทวนสอบจนมั่นใจแล้วว่าน้ำมันหล่อลื่นเดินเข้าถึงทุกจุด และสังเกตุไม่พบมีน้ำปะปนกับน้ำมันหล่อลื่นให้ดำเนินการขั้นถัดไปได้ กรณีมีน้ำปะปนในปริมาณมากสามารถถ่ายน้ำมันหล่อลื่นออกและทำซ้ำจนปริมาณน้ำเจือจาง และในระหว่าง Cranking นั้นไม่พบเสียง สั่น การกระแทกใดๆ ที่สื่อถึงความเสียหาย ให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
- ทดสอบฟังก์ชั่นต่างๆ ของระบบควบคุมและการอ่านค่าการทำงานต่างๆ อาจใช้วิธีจำลองหรือขณะ Cranking
- ขณะ Cranking สามารถทวนสอบแรงดันไฟฟ้าเบื้องต้นก่อนได้ อาจมีค่าประมาณ 10-40 VAC เท่ากันทุก Phase จากผลของ Residual Flux กรณีค่าไม่ขึ้นหรือไม่เท่ากันควรทวนสอบละเอียดก่อนเข้าวงจร Excitation
- เข้าระบบเชื้อเพลิง โดยควรตั้งรอบเดินเครื่องที่รอบต่ำอาจปลดฟังก์ชั่น Protection ทั้งหมดก่อนยกเว้น Low Oil Pressure และ Water in Fuel และ Lub. Oil High Temp แต่ยังคงปลดวงจรระบบ Excitation ออกอยู่ก่อน กรณี Electrical Governor ควรให้ผู้ชำนาญงานเป็นผู้ตั้งรอบเครื่องให้ ส่วนกรณี Mechanical Governor ควรปรึกษาผู้ชำนาญงาน ส่วนระบบควบคุมหรือ Controller ควรปรึกษาตัวแทนจำหน่าย
- ทำการเดินเครื่องที่รอบต่ำด้วยน้ำมัน Flushing Oil ขณะเดินเครื่องให้ผู้ชำนาญงานเฝ้าระวัง และสังเกตุการทำงาน Operation Parameters ทุกค่า (ยกเว้นทางไฟฟ้า) และสังเกตุสีควัน จนกระทั่งมั่นใจ และดับเครื่องสังเกตุรอบตัวอย่างละเอียด และทำซ้ำจนมั่นใจ และอาจเดินเครื่องทิ้งไว้ให้นานที่สุดเท่าที่กระทำได้จนมั่นใจ
- ปรับรอบเครื่อง Rate Speed (หลีกเลี่ยงการสตาร์ทรอบสูง ควรสตาร์ทที่รอบต่ำก่อนและปรับเร่งขึ้น) พร้อมสังเกตุ Operation Parameter ทุกค่าด้วยความระมัดระวัง จนมั่นใจ
- ดับเครื่องและเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน Flushing Oil ตามคำแนะนำจากผู้ผลิต และถ่ายทำซ้ำจนกว่าจะมั่นใจ
- ในระหว่างเดินเครื่องที่ Rate Speed สามารถวัดแรงดันไฟฟ้าไปพร้อมได้ อาจมีค่าประมาณ 15-50 VAC เท่ากันทุก Phase จากผลของ Residual Flux
- เข้าระบบ Excitation Control เพื่อพร้อมจ่ายแรงดันไฟฟ้า เปิดระบบ Protection Control ทั้งหมด ตั้งการการทำงาน หรือตั้งค่า Protection ให้อยู่ในช่วงที่ปลอดภัยที่สุด อาจปรับแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า Rate Voltage ไว้ก่อนได้ เพราะอาจเป็นการทดสอบ Under Voltage Protection ไปในตัว
- เดินเครื่องที่ Rate Speed จ่ายและปรับแรงดันไฟฟ้า ขณะที่ตัดวงจรด้าน Outgoing ทั้งหมด ระหว่างทดสอบให้เฝ้าระวังค่าการทำงานอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมั่นใจที่สุด ก่อนจะจ่ายเข้าระบบ และต้องทวนสอบระบบสายไฟ ระบบสับจ่ายในส่วนอื่นๆ ให้พร้อมก่อนถึงจะสามารถสับจ่ายไปใช้งานต่อไปได้
- กรณีใช้ Flushing Oil ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตแล้ว ให้ถ่ายน้ำมันออกพร้อมตรวจสอบสภาพการปนเปื้อน เมื่อแน่ใจแล้วให้เติมน้ำมันหล่อลื่นตามปกติได้ และยังคงต้องเฝ้าระวังในการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในระยะแรกๆ นี้ต่อไปจนแน่ใจ
***กรณีที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าท่วมทั้งตัวเครื่อง ให้ดำเนินการอย่างละเอียดทุกชิ้นส่วน เช่นจุดหมุนที่มีความละเอียดอ่อนเช่น Turbocharger หรือ Governor หรือระบบไฟฟ้าควบคุมต่างๆ เช่น ECU ควรให้ผู้ชำนาญงานเป็นผู้วิเคราะห์ อาจเป็นผู้ที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยตรง หรือตัวแทนจำหน่าย จะเหมาะสมที่สุด
***กรณีระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันและล้างถังน้ำมันเชื้อเพลิง
***น้ำที่เข้าเครื่องยนต์ได้จะเข้าทางช่องเปิด เช่น ทางไอดี ทางไอเสีย รูระบายอากาศห้องเครื่อง และรูเติมน้ำมันหล่อลื่น
***กรณีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลให้ปฏิบัติตามหลักเดียวกันกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
***การเดินเครื่องระยะเวลานานจะเป็นการไล่น้ำปนเปื้อนออกไปได้เป็นอย่างดี และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นบ่อยๆ ได้ในช่วงแรกๆ
***กรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอยู่ในประกัน ไม่ควรดำเนินการใดๆ และประสานประกันภัยในทันที


